เชื้อไข้หวัดนก (Avian influenza) คืออะไร
เชื้อไข้หวัดนกเป็นเชื้อ Influenza A virus โดยธรรมชาติจะติดต่อในนกเท่านั้น โดยเฉพาะนกป่าและนกเป็ดน้ำจะเป็นพาหะของโรค เชื้อจะอยู่ในลำไส้โดยที่ตัวนกไม่มีอาการ เมื่อนกป่าเหล่านี้อพยพไปก็จะนำเชื้อนั้นไปด้วย เมื่อสัตว์อื่น เช่น ไก่ เป็ด หมู หรือสัตว์เลี้ยงอื่นได้รับเชื้อไข้หวัดนกจะเกิดอาการสองแบบคือ
หากได้รับเชื้อชนิดไม่รุนแรง สัตว์เลี้ยงนั้นอาจจะมีอาการไม่มากและหายได้เอง
หากได้รับเชื้อชนิดรุนแรงมาก ก็จะทำให้สัตว์เลี้ยงตายหมด โดยมากภายใน 2 วัน
|
 |
เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มีกี่ชนิด
การจำแนกชนิดของเชื้ออาศัยแอนติเจน ซึ่งอยู่ที่เปลือกและแกนกลาง
Influenza A virus ทำให้เกิดโรคในคน สัตว์ปีก หมู ม้า สัตว์ทะเล แต่สัตว์ป่าจะเป็นพาหะของโรค
Influenza B virus เกิดโรคเฉพาะในคน
Influenza C virus ทำให้เกิดโรคในคนและม้า
Influenza A
พบในนกโดยที่นกจะไม่เป็นโรค แต่เป็นสาเหตุของการระบาดในคน
เชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ H5, H7, and H9
|
ไข้หวัดใหญ่คนและไข้หวัดใหญ่นกต่างกันอย่างไร
คนจะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ทั้ง Influenza A,B,C สำหรับ Type A เชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ H1N1, H1N2, และ H3N2
สำหรับไข้หวัดนกจะเป็นเฉพาะ Type A สายพันธุ์ที่มักจะทำให้เกิดโรคในนกได้แก่ H5 (โดยเฉพาะเชื้อ H5N1) และ H7 แต่ความทนทานต่อเชื้อไข้หวัดของนกแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน นกน้ำ เป็ดป่า นกป่าจะไม่เกิดโรค สัตว์เหล่านี้จะเป็นพาหะและจะนำเชื้อไปสู่สัตว์เลี้ยงทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดโรค และเชื้อนั้นอาจจะติดมายังคน
|
 |
 |
คนติดไข้หวัดนกได้อย่างไร
  เมื่อนกป่าหรือนกน้ำมาอาศัยก็จะถ่ายอุจาระที่มีเชื้อโรค สัตว์เลี้ยงเช่นไก่เมื่อได้รับเชื้อโรคก็จะเกิดการติดเชื้อซึ่งสามารถแพร่สู่คนได้  เมื่อไก่ตายหรือป่วยก็จะมีการนำไก่เหล่านั้นไปบริโภคทำให้เกิดการติดเชื้อไข่หวัดนกจากไก่ การติดต่อมักจะเกิดขณะการเชือดไก่ การถอนขนไก่ การทำความสะอาดเครื่องในไก่
  เชื้อไข้หวัดนกมักจะติดต่อระหว่างสัตว์ปีก แต่ก็สามารถติดต่อระหว่างนกสู่คนโดยเฉพาะสายพันธ์ H5N1 คนจะได้รับเชื้อทาง
  สัมผัสโดยตรงจากไก่ที่ป่วยเป็นโรค โดยสัมผัสเสมหะ หรือสารคัดหลั่ง
  สัมผัสกับอุจาระของสัตว์ที่เป็นโรค
  พื้นดินที่มีเชื้อโรคอยู่
|
ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนก
  ผู้ทำหน้าที่ทำลายสัตว์ปีก ผู้ที่ทำงานในฟาร์ม ผู้ที่ชำแหละไก่ป่วย รวมทั้งเด็กในพื้นที่ระบาด
  ระยะฟักตัวของโรค : ระยะฟักตัวทั้งในสัตว์และในคนโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3 ถึง 5 วัน สูงสุดไม่เกิน 7 วัน
|
 |
 |
อาการและอาการแสดง
  ในสัตว์ปีก มีไข้ หงอยซึม ไม่กินอาหาร ขนยุ่ง หน้า หงอน เหนียงบวม มีสีแดงคล้ำ มีจุดเลือดออกที่หน้าแข้ง ไอ จาม น้ำมูกไหล อาจท้องเสีย ชัก และไข่ลด หรือไข่มีลักษณะผิดปกติ ตายรวดเร็ว การระบาดมักรุนแรงและทำให้ไก่ตายเกือบร้อยละ 100
  ในคน จะมีอาการทางระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน เริ่มจากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอแห้งๆ และอาจมีตาแดงด้วย ผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวอาจป่วยรุนแรง เกิดอาการหายใจลำบากหรือหอบ จากปอดบวมอักเสบ และอาจมีอาการระบบหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเสียชีวิตได้ ระยะเวลาป่วยนาน 5-13 วัน อัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 70
|
การวินิจฉัยโรค
  การวินิจฉัยโรคในสัตว์ ใช้การวินิจฉัยอาการสัตว์ป่วย ร่วมกับการผ่าซากตรวจ จะพบการบวมน้ำใต้ผิวหนังที่หัวและคอ มีจุดหรือจ้ำเลือดออกตามกล่องเสียง หลอดลม กึ๋น ลำไส้ มีจุดเนื้อตายสีขาวที่ตับ ไตบวมแดง การตรวจทางห้องปฏิบัติการทำโดยการแยกเชื้อโดยการฉีดไข่ไก่ฟัก
  การวินิจฉัยโรคในคน ใช้การวินิจฉัยอาการทางคลินิก ได้แก่ ไข้ ไอแห้งๆ และปอดอักเสบ ร่วมกับประวัติการสัมผัสกับสัตว์ปีกในพื้นที่เกิดโรคระบาด วิธีวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการทำโดยใช้ชุดทดสอบหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (ทราบผลภายใน 15-30 นาที) และตรวจยืนยันโดยวิธีการแยกเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง (ทราบผลภายใน 2-10 วัน) และการตรวจหาแอนติเจนโดย PCR (Polymerase chain reaction) ทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง และการตรวจหาแอนติบอดีเฉพาะต่อเชื้อไวรัส H5
|
 |
 |
การรักษา
  การให้ยาต้านไวรัส (Olseltamivir : ชื่อการค้า Tamiflu) ภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการป่วย รับประทานตามน้ำหนักตัว (น้ำหนัก 15 ก.ก. ให้ 30 ม.ก., น้ำหนัก 16-23 ก.ก. ให้ 45 ม.ก., และ น้ำหนัก 24-40 ก.ก. ให้ 75 ม.ก.) เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 5 วัน ร่วมกับการรักษาตามอาการ รวมทั้งการใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง
|
สังเกตสัตว์ปีกของเราถ้ามีอาการดังต่อไปน
 - ยืนหรือเดินไม่ปกติ
 - ขนไม่เรียบหรือยุ่งไม่เป็นระเบียบ
 - หายใจลำบากหรือหายใจขัด
 - อ่อนเพลียหรือไม่กินอาหาร
 - มีอาการบวมตามตัว หนังตา หงอน เหนียงหรือขา
 - หงอนและเหนียงมีสีแดงคล้ำหรือม่วง
 - น้ำมูกไหล
 - ถ่ายเป็นน้ำ
 - ตายอย่างกะทันหัน
|
 |
 |
การป้องกันตนเอง ครอบครัว และสัตว์ปีกของเรา ต้องทำทันทีดังน
 - สัมผัสสัตว์ปีกให้น้อยที่สุด
 - อย่าให้สัตว์ปีกของเราสัมผัสกับนกป่า
 - อย่าสัมผัสสัตว์ปีกหรือนกที่ป่วยหรือตาย แหล่งเลี้ยงสัตว์ปีกตามบ้าน และตลาดค้าสัตว์ปีกเป็นๆ คือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโรคไข้หวัดนก
 - อย่าสัมผัสขนหรือของเหลวที่ออกจากร่างกายของสัตว์ปีก เช่น มูล ปัสสาวะ น้ำมูก อวัยวะภายใน หรือเลือด
 - อย่ากินสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายโดยไม่รู้สาเหตุ
|
 -อย่าขนย้ายสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายออกจากพื้นที่ที่ติดเชื้อ
 - อย่าขายสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย
 - อย่าโยนสัตว์ปีกหรือสัตว์อื่นๆที่ตายลงในน้ำ วิธีที่ถูกคือนำไปฝัง
 - อย่าดื่มน้ำจากบึง บ่อน้ำ หรือแม่น้ำ ที่ยังไม่ได้ต้มหรือบำบัดเพราะอาจเป็นที่ที่นกถ่ายของเสียทิ้งไว้
 - อย่าว่ายน้ำในน้ำที่นกป่าหรือสัตว์ปีก มาเล่น
 - สัตว์ปีกที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มหรือเลี้ยงตามบ้าน ควรกั้นบริเวณให้อยู่ไกลจากบริเวณที่พักอาศัยของเราให้มากที่สุด หรือขังไว้ในกรงหรือในเล้า
 - หากมีสัตว์ปีกฝูงใหม่ ควรเลี้ยงแยกจากฝูงเดิมก่อนประมาณสองสัปดาห์
 - หากพบสัตว์ป่วย ควรแยกออกจากฝูงและสัตว์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรแยกให้ห่างจากสัตว์ปีกที่อายุน้อยกว่า
|
 |
 |
สิ่งสำคัญที่สุด ต้องสร้างสุขนิสัยที่ปลอดภัยให้ตัวเองดังน
 - หมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ด้วยสบู่ ทั้งก่อนทานอาหาร หลังไอ จาม และหลังเข้าห้องน้ำ
 - ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
 - การกินอาหารประเภทสัตว์ปีกที่ปรุงสุกแล้วไม่มีความเสี่ยงใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือไข่ควรจะปรุงให้สุกจนทั่ว ไม่ให้มีน้ำเยิ้มหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
 - ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ทั้งก่อนและหลังหยิบจับไข่และเนื้อสัตว์ปีกที่ยังดิบ
 - ดูแลบริเวณประกอบอาหาร และพื้นที่รับประทานอาหารให้สะอาดอยู่เสมอ ถ้าเป็นไปได้ ควรแยกอุปกรณ์ทำอาหารสำหรับอาหารดิบและอาหารสุก
 - หากสมาชิกในครอบครัวป่วยด้วยอาการคล้ายโรคไข้หวัดนก ควรจำกัดจำนวนคนดูแลผู้ป่วย หากเป็นไปได้ ผู้ดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากาก หรือผ้าพันคอ ปิดปากและจมูกในระหว่างให้การดูแล และควรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสผู้ป่วย
|
| เราสามารถป้องกันตัวเองและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนกได้ ด้วยการปฏิบัติอย่างง่ายๆ โปรดอ่านแผ่นพับอย่างละเอียดและถามคุณครู หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
หากไม่เข้าใจหรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไข้หวัดนกได้จากสถานบริการสาธารณสุขหรือสำนักงานปศุสัตว์ทุกแห่ง สำนักงานจังหวัด อำเภอ เทศบาล อบต. และอาสาสมัครทั่วประเทศ หรือ เว็บไซท์ต่อไปนี้
|
 |
 |
ข้อมูลภาษาไทย http://thaigcd.ddc.moph.go.th/Bird_Flu_main.html
ข้อมูลภาษาอังกฤษ http:// www.fao.org/ag/againfo/subjects/en/health/diseasea- cards/special_avian.html
http://www.who.int/csr/disease/avian_influenza/en/index.html
http://www.unicef.org/avianflu/index.html
|
|
ขอขอบพระคุณผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม คือ นายแพทย์พิเชฐ อกนิษฐาภิชาติ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีเชียงใหม่ และ หนังสือแนวการจัดการเรียนรู้ทักษะชีวิตเพื่อพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับ โรคไข้หวัดนก และ การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ตามหลักสูตรขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ระดับช่วงชั้นที่ 2
|